ปราสาทเขาพระวิหาร
"ปราสาทเขาพระวิหาร" หรือ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก มีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ ส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาวและบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับ)
เดิมทีปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ
ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศษสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย
ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศษสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย
คำตัดสินศาลโลกเขาพระวิหาร
เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงภายหลังการตัดสินของศาลโลก คดีปราสาทพระวิหารว่า ทั้งสองฝ่าย คือไทยและกัมพูชาพอใจในการตัดสินของศาล ซึ่งจากนี้ ทางไทยกับกัมพูชา ต้องหารือร่วมกันในการประชุม"คณะกรรมาธิการร่วม" หรือ JC (Joint Commission) อันเป็นกลไกร่วมระหว่างไทย และกัมพูชา
จากนั้น นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนไทย ในการดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไทย ได้สรุปสาระคำพิพากษาที่ได้หารือ หลังศาลโลกได้พิจารณา ว่า
1.ศาลมีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องกัมพูชา ในเรื่องการดูแลตัว ปราสาทพระวิหาร
2. บริเวณใกล้เคียงปราสาทโดยรอบ ที่เรียกว่า ตัวปราสาทพระวิหาร ให้ยึดตามคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ไม่ได้มีแผนที่แนบ
3. กัมพูชาไม่ได้รับตามคำร้องขอ กรณีเขตแดนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร และ พื้นที่บริเวณ ภูมะเขือ ไม่ใช่ของกัมพูชา
4.ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน เว้นแต่ในพื้นที่เล็กๆ ที่กำลังมีการคำนวณกันอยู่
5.ศาลไม่ได้ระบุ ว่าแผนที่ แผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน เป็นส่วนหนึ่งบนคำตัดสินที่ผูกพัน เมื่อ ปี พ.ศ. 2505
และสุดท้าย ศาลแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการที่จะดูแลปราสาทพระวิหาร ในฐานะมรดกโลก
"เบื้องต้นขอเรียนเลยว่า กัมพูชาไม่ได้รับสิ่งที่มาขอศาล กัมพูชาไม่ได้รับ 4.6 ตร.กม. หรือ 4.5, 4.7 ใดใดก็ตาม กัมพูชาไม่ได้นะครับ พื้นที่ภูมะเขือกัมพูชาไม่ได้นะครับ ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน เว้นแต่ในบริเวณที่แคบมากๆ ศาลเน้นคำว่าพื้นที่เล็กอยู่มาก ขณะนี้พื้นที่นี้กำลังคำนวนอยู่นะครับ และที่สำคัญศาลไม่ได้ระบุว่าแผนที่ 1:200,000 นั้นนะเป็นส่วนหนึ่งของบนส่วนคำตัดสินในคำตัดสิน 2505 ที่ผูกพันนะครับ ผมคิดว่าอันนี้สำคัญมากๆนะครับ...ศาลแนะนำนะครับ ศาลแนะนำให้ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมมือกันในการที่จะดูแลปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก ศาลแนะนำให้ร่วมมือกัน" นายวีรชัยกล่าว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น